แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสารประจำสัปดาห์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสารประจำสัปดาห์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

ข่าวประจำสัปดาห์ที่9

สารานุไทย ฉบับกาญจนาภิเษก

สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
โรงเรียนที่ทรงก่อตั้ง โดย นายขวัญแก้ว วัชโรทัย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

โรงเรียนจิตรลดา

โรงเรียนจิตรลดาเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ โดยดัดแปลงส่วนหนึ่งของพระที่นั่งอุดร* พระราชวังดุสิต เริ่มสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ยังทรงพระเยาว์ โดยในขณะนั้นกำลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติมที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ กลับมาประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ แล้ว โรงเรียนจิตรลดาจึงย้ายมาอยู่ที่สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

การดำเนินงานของโรงเรียนเป็นไปตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือ อบรมพระราชโอรส พระราชธิดา ให้ได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บุตรของข้าราชบริพาร และข้าราชการ หรือผู้ที่ทรงคุ้นเคยเข้ามาเรียนด้วยนอกจากจะทำการสอนสายสามัญแล้ว ยังฝึกอบรมให้นักเรียนมีความรู้ทั่วไปอย่างกว้างขวางฝึกหัดในเรื่อง ดนตรี นาฏศิลป์ ทั้งไทยและสากลกีฬา สวนครัว ลูกเสือ เนตรนารี ฯลฯ มุ่งให้เป็นคนดี มีเมตตากรุณา เป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพต่อไป




* พระที่นั่งอุดร อยู่ติดกับพระที่นั่งอัมพรสถาน มีทางเดินเชื่อมต่อทั้งสองอาคาร
[กลับหัวข้อหลัก]

โรงเรียนจิตรลดา

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์
ด้วยพระราชทรัพย์ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต ๕ จึงได้จัดสร้างโรงเรียนขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้มีจำนวน ๑๐ โรง โรงเรียนเหล่านี้ได้รับพระราชทานนามว่า “โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์” และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างอีก ๒ โรง

ในปลายพุทธศักราช ๒๕๐๗ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงช่วยส่งเสริมโครงการจัดตั้งโรงเรียนชาวเขาและประชาชนไกลคมนาคม ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และที่มี ผู้ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล แก่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขตต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำไปจัดสร้างโรงเรียน ทรงชักชวนผู้ที่ทรงคุ้นเคยและมีฐานะดีให้ช่วยสนับสนุนด้วย การจัดตั้งโรงเรียนสำหรับชาวเขาและประชาชนไกลคมนาคมจึงได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น ปัจจุบันนี้มีมากกว่า ๒๐๐ แห่งทั่วประเทศ

โรงเรียนชาวเขาและประชาชนไกลคมนาคมที่จัดตั้งขึ้นเป็นโรงเรียนเล็กๆ มีนักเรียนไม่กี่สิบคน ครูที่สอนเป็นตำรวจตระเวนชายแดนที่ได้รับการฝึกอบรมทางด้านการสอนจา กกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวได้ว่า โรงเรียนเล็กๆ เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้เยาวชนของชาติที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอ่านออกเขียนได้ มีความรู้เกี่ยวกับชาติบ้านเมืองของตนเอง และมีความสำนึกในความเป็นไทย

หากโรงเรียนเหล่านี้โรงเรียนใดมีอาคารเรียนถาวร มีทางคมนาคมเข้าไปถึง อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และมีนักเรียนตั้งแต่ ๑๐๐ คน ขึ้นไปแล้ว ทางกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขตที่รับผิดชอบช่วยรับผิดชอบช่วยดูแลโรงเรียนนั้น ก็จะติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ การประถมศึกษา ขอให้รับมอบโอนไปดำเนินการโดยทางตำรวจตระเวนชายแดนจะมอบโอนให้ทั้งอาคารเรียน นักเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอนและทรัพย์สนอื่นๆ ของโรงเรียน

[กลับหัวข้อหลัก]

โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (โรงเรียน ตชด.)
พระมหากรุณาธิคุณประการแรกที่มีต่อการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา คือ การที่พระราชทานความช่วยเหลือแก่ตำรวจตระเวนชายแดน ในการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเยาวชนในถิ่นไกลคมนาคม ในปีพุทธศักราช๒๔๙๙ ตำรวจตระเวนชายแดนได้เริ่มโครงการจัดตั้งโรงเรียนชาวเขาเยาวชนไกลคมนาคมขึ้นที่กองตำรวจตระเวนชายแดนเขต ๕ จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ชาวเขาและเยาวชนไทยในถิ่นไกลคมนาคม ได้มีโอกาสเรียนรู้หนังสือไทย ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมไทย รวมทั้งให้มีความสำนึกว่าเป็นคนไทย ทรงสนับสนุนให้มีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับชาวเขาและเยาวชนไทยในถิ่นทุรกันดารไกลคมนาคมเพิ่มมากขึ้น
[กลับหัวข้อหลัก]
ที่มา:สารานุกรม

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

ข่าวประจำสัปดาห์ที่8

การส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
การส่งเสริมภูมิปัญญาไทย โดย นายนันทสาร สีสลับ
เนื่องจากภูมิปัญญาไทยมีความสำคัญดังกล่าวแล้วข้างต้น จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ดำรงอยู่ เพื่อเป็นฐานความรู้ในการผสมผสานกับวิทยาการสากล ดังนี้
๑. ประเทศยกย่อง "ครูภูมิปัญญาไทย"ให้สามารถทำการถ่ายทอด และพัฒนาผลงานของตนได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ โดยจัดระบบเกื้อหนุนและส่งเสริมกระบวนการถ่ายทอด ที่ท่านเหล่านี้ดำเนินการอยู่แล้วส่วนหนึ่ง และเชื่อมโยงกระบวนการถ่ายทอดของท่าน เข้ากับกระบวน-การเรียนการสอนในระบบโรงเรียน โดยอาจจัดระบบการเทียบโอนหน่วยกิต การเทียบวุฒิเทียบตำแหน่ง เพื่อให้เกิดการลื่นไหลระหว่างความรู้ ผสานเข้าด้วยกันเป็นระบบการศึกษาที่เป็นหนึ่งเดียว
๒. จัดให้มีศูนย์ภูมิปัญญาไทย ซึ่งแนวคิดนี้ต้องการให้มีแหล่งสำหรับการเรียนรู้ภูมิปัญญาของชุมชนนั้นๆ เกิดขึ้น อาจเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วในชุมชน เช่น บ้านของผู้ทรงภูมิปัญญาวัด ศาลาของหมู่บ้าน เวทีชาวบ้าน เป็นต้นเพียงแต่เข้าไปช่วยเสริมเพื่อให้สามารถใช้สถานที่นั้นๆ เป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดภูมิปัญญาคู่กับสถานศึกษาในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
๓. จัดตั้งสภาภูมิปัญญาไทย เนื่องจากลักษณะภูมิปัญญาไทยมีความหลากหลายสมดุลกันเป็นองค์รวม หากนำเรื่องภูมิปัญญาไทยเข้าไปไว้ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หรือกรมใดกรมหนึ่ง นโยบายของกระทรวงและกรมนั้น จะเป็นตัวกำหนดกรอบของภูมิปัญญาไทยให้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่อง เช่น หากนำภูมิปัญญาไทยไปไว้ในกระทรวงศึกษาธิการ ประเด็นที่จะถูกยกขึ้นมาพิจารณา คือ ภูมิปัญญาไทยนั้นต้องเป็นเรื่องของการศึกษาเท่านั้น จึงจะได้รับการส่งเสริมและวิธีการส่งเสริมทางหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้สูงคือ การนำภูมิปัญญาไทยไปบรรจุไว้ในโรงเรียน ซึ่งจะขัดกับลักษณะของภูมิปัญญาไทยที่ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับภูมิปัญญาไทยแต่ละเรื่องเท่านั้น หากเปลี่ยนสภาพแวดล้อม การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยก็จะไม่เกิด จึงสมควรให้มีสภาภูมิปัญญาไทย เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดภูมิ-ปัญญาของผู้ทรงภูมิปัญญา
๔. จัดตั้งกองทุนส่งเสริมภูมิปัญญาไทยด้วยความจำกัดของระบบการจัดสรรเงินงบ-ประมาณจากรัฐบาล ที่มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับและระยะเวลา รวมทั้งสภาวะการณ์ของประเทศมาเป็นตัวตัดสินว่า โครงการ/งานใดควรได้รับงบประมาณเท่าใด และจะได้รับเงินในปีถัดไปหรือไม่ ทำให้การดำเนินงานส่งเสริมภูมิปัญญาไทยซึ่งต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการพัฒนาและสร้างสรรค์ความรู้ใหม่จากฐานภูมิปัญญาเดิม ต้องอาศัยระยะเวลานาน ไม่อาจกำหนดได้ชัดเจนว่าต้องใช้ระยะเวลากี่ปีจึงแล้วเสร็จ การกำหนดงบประมาณเป็นรายปี จึงเป็นมูลเหตุขัดขวางการพัฒนาและการส่งเสริมภูมิปัญญาไทยเป็นอย่างมากเพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว การตั้งกองทุนส่งเสริมภูมิปัญญาไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะเป็นทุนในการสร้างและเสริมภูมิปัญญาของชาติด้วยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน
๕. การคุ้มครองลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาไทย เพื่อให้ภูมิปัญญาไทยอันเป็นมรดกทางปัญญาของแผ่นดินได้อยู่คู่กับคนไทย เป็นทุนทางปัญญาในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจสังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมการสงวนและรักษามรดกทางภูมิปัญญาดังกล่าวจึงต้องมีระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางภูมิปัญญาเกิดขึ้น เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ในท้องถิ่นและประเทศชาติ ลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาไทยนี้จึงเปรียบเสมือนระบบคุ้มกันและส่งเสริมปัญญาของชาติ
๖. ตั้งสถาบันแห่งชาติว่าด้วยภูมิปัญญาและการศึกษาไทย เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและเผยแพร่ภูมิปัญญาไทย การประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญมากในการทำงานต่อภาพพจน์และสถานภาพของบุคคลหน่วยงาน/องค์กร/สถาบันต่างๆ การส่งเสริมภูมิปัญญาไทยนั้นยิ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากเนื่องจากกลไกสำคัญในการส่งเสริมภูมิปัญญาไทยคือการสร้างความรู้ ความเข้าใจ การสร้างจิต-สำนึก และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาไทยการพัฒนาให้บุคคลต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งสามด้าน (ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม) จำเป็นต้องอาศัยการให้การศึกษาในทุกรูปแบบ นั่นคือ การสร้างสังคมของผู้รับให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาในเรื่องหนึ่งๆให้เกิดขึ้นจนผู้นั้นสามารถไปเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายภูมิปัญญาในเรื่องนั้นๆ จนขยายตัวเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ภูมิปัญญาที่กว้างขึ้น ทั้งในส่วนของการขยายพื้นที่เรียนรู้ และขยายเรื่องที่เรียนรู้ไปสู่การเรียนรู้ในทุกเรื่อง ทุกเวลา ทุกสถานที่จนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนในชุมชนท้องถิ่น และประเทศ
๗. การประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทรงภูมิปัญญาไทยทั้งในระดับชาติและระดับโลกระดับชาติ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนหลายองค์กร ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทรงภูมิปัญญาไทย ในรูปแบบที่หลาก-หลายประจำปีอย่างต่อเนื่อง เช่น ศิลปินแห่งชาติผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม คนดีศรีสังคม เป็นต้น มีผลทำให้ผู้ทรงภูมิปัญญาไทยมีขวัญและกำลังใจ ที่จะเผยแพร่และถ่ายทอดภูมิ-ปัญญาของตนอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ระดับโลก คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติร่วมกับองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรตินักปราชญ์ไทย ให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกเริ่มครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี หรือ ๒๐๐ ปี ฯลฯ แห่งชาตกาลของผู้ทรงภูมิปัญญาไทยแต่ละท่าน จนถึงปัจจุบัน องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศยกย่องนักปราชญ์ไทยให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกแล้ว ๙ ท่าน และฝ่ายไทยได้ร่วมกับยูเนสโกจัดงานเชิดชูเกียรติแล้ว ดังนี้
ครั้งที่ ๑ ฉลองวันประสูติครบรอบ ๑๐๐ ปีของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕
ครั้งที่ ๒ ฉลองวันประสูติของสมเด็จ-พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๖
ครั้งที่ ๓ ฉลองวันพระราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๑
ครั้งที่ ๔ ฉลองวันพระราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔
ครั้งที่ ๕ ฉลอง ๒๐๐ ปี กวีเอกสุนทรภู่เนื่องในวาระคล้ายวันเกิด วันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๙
ครั้งที่ ๖ ฉลองวันเกิดครบ ๑๐๐ ปี ของพระยาอนุมานราชธน วันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
ครั้งที่ ๗ ฉลองวันประสูติครบ ๒๐๐ ปี ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๓
ครั้งที่ ๘ ฉลองวันประสูติครบ ๑๐๐ ปี ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์-ประพันธ์ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔
ครั้งที่ ๙ ฉลองงานพระราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕

การที่ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องนักปราชญ์ไทยดังกล่าว แสดงถึงจุดเด่นของภูมิปัญญาไทยในสายตาของชาวโลก ซึ่งจะนำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทยโดยประการทั้งปวง เพราะยูเนสโกจะเชิญชวนให้ประชาคมโลกร่วมกับประเทศไทย จะจัดกิจกรรมต่างๆ เผยแพร่เกียรติประวัติ และผลงานของนักปราชญ์ไทยให้เป็นที่ปรากฏ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและสันติภาพของโลก ตามอุดมการณ์ยูเนสโกและสหประชาชาติด้วย เช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม-ราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงพระกรุณาเสด็จฯ เยือนสำนักงานใหญ่ยูเนสโก เนื่องในวโรกาสการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนก ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้น โดยทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ และทรงบรรยายถึงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรอันงดงามของสมเด็จพระบรมราชชนก ให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาร่วมงานนิทรรศการได้ทราบและชื่นชมโดยทั่วกัน ต่อมาในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มีการแสดงคอนเสิร์ตในห้องประชุมใหญ่ของยูเนสโก เริ่มด้วยวงออร์เคสตราของนักดนตรีวัยเยาว์อายุระหว่าง ๑๑-๑๘ ปี บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตน-ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาร่วมแสดงด้วย ทำให้เกิดความประทับใจแก่บรรดาผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง

“ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน” เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาของชาวบ้าน


การปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักของคนไทยที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษปัจจุบันได้มีการส่งเสริมให้ปลูกข้าวหอมมะลิมากขึ้น


ข้าวหอมมะลิเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมากที่สุดในปัจจุบัน


การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้นำภาพของผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกมาจัดทำเป็นแสตมป์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ข่าวประจำสัปดาห์ที่7

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ฉบับ อิเล็กทรอนิกส์ พุทธศักราช 2545

พระราชปรารภ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปรารภว่า การเรียนรู้ในเรื่องราวและวิชาการสาขาต่าง ๆ โดยกว้างขวาง เป็นเหตุให้เกิดความรู้ ความคิด และความฉลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ช่วยให้บุคคลสร้างประโยชน์สุข สร้างความเจริญมั่นคงให้แก่ตนเอง ทั้งแก่สังคมและบ้านเมืองอันเป็นที่พึ่งอาศัยได้ ทุกคนจึงควรมีโอกาสที่จะศึกษาหาความรู้ได้ตามความประสงค์และกำลังความสามารถโดยทั่วกัน
ทรงพระราชดำริว่า หนังสือประเภทสารานุกรมนั้น บรรจุสรรพวิชาการอันเป็นสาระไว้ครบทุกแขนงเมื่อมีความต้องการหรือความพอใจเรียนรู้เรื่องใดก็สามารถค้นหาอ่านทราบโดยสะดวก นับว่าเป็นหนังสือที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลการศึกษาเพิ่มพูนปัญญาด้วยตนเองของประชาชนอย่างสำคัญ โดยเฉพาในยามที่มีปัญหาการขาดแคลนครู และที่เล่าเรียน เช่นขณะนี้ หนังสือสารานุกรมจะช่วยคลี่คลายให้บรรเทาเบาบางลงได้เป็นอย่างดี จึงมีพระราชดำรัสให้ตั้งโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ซึ่งดำเนินการสร้างหนังสือสารานุกรมฉบับใหม่อีกชุดหนึ่ง มีความมุ่งหมายทางวิชาการแขนงต่าง ๆ ที่ควรศึกษา ออกเผยแพร่แก่เยาวชนให้แพร่หลายทั่วถึง เพื่อเยาวชนจักได้หาความรู้ช่วยตัวเองได้จากการอ่านหนังสือ และเพื่อให้ได้ประโยชน์อันกว้างขวางยิ่งขึ้น ทรงกำหนดหลักการทำคำอธิบายเรื่องต่าง ๆ แต่ละเรื่อง เป็นสามตอนหรือสามระดับสำหรับให้เด็กรุ่นเล็กอ่านเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง สำหรับเด็กรุ่นกลางอ่านเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง และสำหรับเด็กรุ่นใหญ่รวมถึงผู้ใหญ่ผู้สนใจอ่านได้อีกระดับหนึ่งเพื่ออำนวยโอกาสให้บิดามารดาสามารถใช้หนังสือนั้นเป็นเครื่องมือแนะนำวิชาแก่บุตรธิดา และให้พี่แนะนำวิชาแก่น้องเป็นลำดับกันลงไป นอกจากนั้นเมื่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดมีความเกี่ยวพันต่อเนื่องถึงเรื่องอื่น ๆ ก็ให้อ้างอิงถึงเรื่องนั้น ๆ ด้วยทุกเรื่องไป ด้วยประสงค์จะให้ผู้ศึกษาทราบตระหนักว่าวิชาการแต่ละสาขาวิชามีความเกี่ยวเนื่องถึงกัน พึงจะศึกษาให้ครบถ้วนทั่วถึง
บัดนี้ การจัดทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะกรรมการโครงการฯ จัดดำเนินการเผยแพร่แก่ประชาชนตามพระราชประสงค์

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ข่าวประจำสัปดาห์ที่6

สารานุกรมไทยเยาวชนฯ เล่ม 33 จำหน่ายแล้ว

โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้จัดทำหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มใหม่ล่าสุด เล่มที่ 33 พร้อมซีดีรอมสารานุกรมไทยฯ เสร็จเรียบร้อย และวางจำหน่ายแล้วในราคาเล่มละ 250 บาท

หนังสือสารานุกรมไทยจัดทำขึ้นเพื่อ เพิ่มเติมความรู้นอกห้องเรียน และเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านแก่นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายถึงมัธยมศึกษาตอนต้น โดยจัดพิมพ์ในขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก ให้พกพาสะดวก มีภาพประกอบสี่สีทั้งเล่ม เรียบเรียงด้วยภาษาที่อ่านง่าย เหมาะที่จะมีไว้ติดบ้านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ผ่านๆมาได้ทั้ง 32 เล่ม ราคาทั้งหมด (ประมาณ 6000 บาท) ได้ที่บูธโครงการฯ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ระหว่างวันที่ 11 - 23 ตุลาคม 2551 ที่ศูนย์ประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ โซน C ชั้น 2 บูธ S 28 สำหรับผู้สนใจซื้อหนังสือภายในงานมีส่วนลดพิเศษ

หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่ม ๓๓ มีเรื่องต่าง ๆ ๘ เรื่อง คือ (๑) สุนทรภู่ (๒) เพลงลูกทุ่งไทย (๓) คลอง (๔) วิวัฒนาการของมนุษย์ (๕) เซลล์เชื้อเพลิง (๖) เปลือกโลกและหิน (๗) อาหารกับโรคเรื้อรัง (๘) การแพทย์แผนไทย ทั้ง ๘ เรื่อง มีเนื้อหาที่น่าสนใจหลากหลายความรู้ มีจำนวนหน้าถึง ๓๒๐ หน้า ทุกเรื่องมีภาพประกอบสี่สีงดงาม ขอยกตัวอย่างเรื่องที่น่าสนใจ ๓ เรื่อง ดังนี้

๑. เพลงลูกทุ่งไทย ท่านทราบไหมว่า เพลงลูกทุ่งไทยเพลงแรกคือเพลงอะไร ใครเป็น ผู้แต่ง เรื่องนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของเพลง ลูกทุ่งไทยอย่างละเอียด การพัฒนาการของเพลงลูกทุ่งตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยแบ่งช่วงเวลาออกเป็น ๗ ยุค ตามเนื้อหาและรูปแบบของเพลงลูกทุ่ง เสน่ห์ของเพลงลูกทุ่งจะอยู่ที่ส่วนประกอบ ต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น เนื้อเพลงที่ใช้ภาษาง่าย ๆ เน้นวิถีชีวิตของชนบท นักร้องจะมีลีลาการร้องที่แตกต่างจากการร้องเพลงลูกกรุง การใช้ลูกคอ การใช้วงดนตรีและหางเครื่องเป็นต้น ผู้อ่านจะทราบว่าเพลงลูกทุ่งใดและนักร้องผู้ใด ในแต่ละยุคนั้นที่เป็นที่นิยมมาก รวมถึงนักแต่งเพลงที่มีความสามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ด้วย

๒. คลอง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ไพฑูรย์ พงศะบุตร ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร. ปิยนาถ บุนนาค เรียบเรียงบทความนี้ โดยกล่าวถึงคลองต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย ทั้งที่เป็นคลองขุด และคลองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ประวัติการขุดคลองในสมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ จนทำให้ครั้งหนึ่งมีการขนานนามกรุงเทพฯ ว่า เวนิสตะวันออก นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคลองขุดที่สำคัญของโลก เช่น คลองสุเอซ คลองปานามา คลองหยวนเหอ เป็นต้น บทบาทความสำคัญของคลอง และการเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอยในปัจจุบัน

๓. อาหารกับโรคเรื้อรัง เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ การกินอาหารที่มีประโยชน์ครบ ๕ หมู่ จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโต มีสุขภาพอนามัยดี มีภูมิต้านทานโรคดี ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเรื้อรัง เรื่องนี้แพทย์หญิงแสงโสม สีนะวัฒน์ ได้รวบรวมสาเหตุของการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดผิดปกติ โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น และได้นำเสนอแนวทางการดูแลรักษาโรคต่าง ๆ อย่างละเอียด โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร ให้ตัวอย่างรายการอาหารที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละโรคในแต่ละวันไว้ด้วย

นอกจากทั้ง ๓ เรื่อง ดังกล่าว แล้วอีก ๕ เรื่อง ก็ล้วนเป็นเรื่องที่น่าสนใจทั้งสิ้น พร้อมภาพประกอบมากมาย สามารถหาซื้อได้ที่โครงการสารานุกรมไทยฯ สนามเสือป่า และร้านหนังสือตัวแทนจำหน่าย ในราคาเล่มละ ๒๕๐ บาท เท่าเดิม นอกจากนี้ยังหาซื้อได้ที่บูธโครงการฯ ใน ที่ศูนย์ประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ โซน C ชั้น ๒ บูธ S ๒๘ ซึ่งมีส่วนลดพิเศษในงานด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารานุกรมไทย : http://kanchanapisek.or.th/kp6/

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ข่าวประจำสัปดาห์ที่ 5

สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (โดยย่อ)

คำปรารภ (ย่อ)
จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้เมื่อ ๑๐ ธ.ค.๙๘ มีใจความว่าปัจจุบันมีความรู้มากอย่างที่ควรจะรู้ ถ้าไม่มีตำรับตำราสำหรับย่นเวลาในการศึกษาเล่าเรียนแล้ว กว่าจะรู้อะไรสักอย่างต้องเสียเวลาค้นมาก ถ้าเรามีหนังสือสารานุกรมอยู่ จะเปิดดูได้ทีเดียวไม่เสียเวลาค้นหาในหนังสือต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้นานาอารยประเทศจึงได้ทำหนังสือสารานุกรมซึ่งบรรจุความรู้แทบทุกสาขาวิชาไว้ เพื่อให้พลเมืองของเขาศึกษาค้นคว้าได้ง่ายไม่เสียเวลา
คำนำ (ย่อ)
การทำสารานุกรมนี้ราชบัณฑิตยสถานได้เคยเริ่มดำเนินการจัดทำมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๖ แต่ต้องหยุดชะงักลง ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๙๗ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในตำแหน่งบังคับบัญชา ราชบัณฑิตยสถาน ได้เสนอให้ราชบัณฑิตยสถานวางโครงการจัดทำสารานุกรมขึ้นใหม่
สารานุกรมเป็นหนังสือ จัดอยู่ในประเภทหนังสือสำหรับค้นเช่นเดียวกับพจนานุกรม วัตถุประสงของการจัดทำหนังสือก็คือ ประการแรก จะต้องอธิบายอย่างย่อ ๆ และเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้อ่านซึ่งแม้จะไม่มีความรู้พิเศษเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ก็สามารถเข้าใจได้ทันที ประการที่สอง โดยมากมักจะมีการจัดระเบียบด้วยการเรียงลำดับตัวอักษร หรือไม่ก็โดยวิธีอื่นใดที่จะทำให้ผู้อ่านค้นหาได้สะดวกและรวดเร็ว
สารานุกรมมุ่งไปในทางที่จะอธิบายเรื่องราวของสิ่งต่าง ๆ และความคิดของตน ซึ่งบางเล่มก็อธิบายทุก ๆ เรื่องที่สามารถอธิบายได้ บางเล่มก็อธิบายเฉพาะเรื่อง เฉพาะวิชา
ในขั้นแรกนี้ จะจัดทำเป็นเรื่องขนาดเล็ก บรรจุคำถามที่เห็นสมควรเลือกเป็นคำตั้งมีข้อความอธิบายย่อบ้าง พิศดารบ้าง ตามสมควรแก่เรื่องในคำนั้น ๆ เพื่อเป็นการวางรากฐานไว้คราวหนึ่งก่อน ต่อไปอาจขยายเป็นขนาดใหญ่และพิศดารยิ่งขึ้น
เรื่องที่จะนำมาอธิบายนั้น อยู่ในขอบเขตหัวข้อดังต่อไปนี้
๑. บุคคลสำคัญ
๒. เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และความเคลื่อนไหวของโลก
๓. ประเทศ ภูมิภาค นคร เมือง ฯลฯ
๔. เรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์
๕. เชื้อชาติของมนุษย์
๖. นิยายโบราณ
๗. ศาสนา
๘. ปรัชญา
๙. ลัทธินิกายต่าง ๆ
๑๐. หนังสือสำคัญของโลก
๑๑. ตำนานและนิทานต่าง ๆ
๑๒. ตัวสำคัญที่มีอยู่ในเรื่องวรรณคดี
๑๓. สังคมและการเมือง
๑๔. ครอบครัวที่สำคัญ
๑๕. สถาบันต่าง ๆ (สิ่งที่ตั้งขึ้นเป็นขนบประเพณีหรือเป็นสถานที่เกี่ยวกับการปกครอง วิทยาการ สังคม เป็นต้น)
๑๖. วันหยุดงานและพิธีรีตอง
๑๗. วิทยาศาสตร์ ศีลธรรม และวัฒนธรรม (วรรณคดี ศิลปกรรม)
๑๘. เศรษฐกิจ
คำชี้แจง (ย่อ)
การเรียงลำดับคำ ได้ใช้หลักการเรียงตามหนังสือพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสวถาน พ.ศ.๒๔๙๓
ศักราช ใช้พุทธศักราชเป็นหลัก
มาตรา ชั้ง ตวง วัด ใช้มาตราเมตริก เป็นหลัก
คำที่เป็นชื่อย่อยของสิ่งบางอย่างจะไม่แยกเก็บที่คำนั้น ๆ เช่น คำ "ข้าวกระตาบ" หรือ "ต่อ" ซึ่งเป็นชื่อย่อยบอกประเภทของเรือ ไม่แยกเก็บที่คำนั้น ๆ แต่จะไปรวมอธิบายที่คำ "เรือ" เว้นแต่คำใดที่อยู่ในความสนใจเป็นพิเศษ
คำที่ใช้เป็นคำนำหน้าคำอื่นเช่น "พระ" มีมากด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนี้คำใดที่จะแยกออกได้เช่น พระศรีรัตนศาสดาราม พระสูตร ก็จะเก็บที่ศรีรัตนศาสดารามและสูตร ถ้าค้นหาที่คำ "พระ" ไม่พบก็ขอให้ค้นที่คำซึ่งเป็นชื่อของสิ่งนั้น ๆ โดยตรง

ที่มา:สารานุกรมไทย

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ข่าวประจำสัปดาห์ที่4

เล่มที่ 15
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2534 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

ผึ้ง การเลี้ยงผึ้งโพรงไทย ยาสูบ ไม้สัก ผ้าไทย ชุมชนโบราณในเมืองไทยจากหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศ น้ำเสีย ขยะมูลฝอย มลพิษทางอากาศ และปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับสากล

เล่มที่ 16
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2535 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

การบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระไตรปิฎกและการชำระพระไตรปิฎก การอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุ ศิลาจารึก และการอ่านจารึก สังคมและวัฒนธรรมไทย การผลิตหนังสือ การดนตรีสำหรับเยาวชน การช่างและหมู่บ้านช่าง ดาวเทียมเพื่อการเกษตร และ การฟื้นฟูสมรรถภาพเยาวชนผู้พิการทางด้านการศึกษา

เล่มที่ 17
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2536 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

ช้างเผือก ฉันทลักษณ์ไทย ระบบนิเวศและความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับสิ่งมีชีวิต โรคตับอักเสบจากไวรัส ของเสียที่เป็นอันตราย การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ปอแก้วปอกระเจา พืชเส้นใย การปรับปรุงพันธุ์พืช และ ข้าวสาลี

เล่มที่ 18
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2537 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

สภาพแวดล้อมกับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในประเทศไทย ประเพณีหลวงและประเพณีราษฎร์ การแต่งกายของคนไทย กฎหมายกับสังคมไทย ประวัติการพิมพ์ไทย ภาษาและอักษรไทย ยาฆ่าแมลง ดินและปุ๋ย การเลี้ยงหมู และ ระบบการค้าผลิตผลการเกษตร

เล่มที่ 19
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2538 มีทั้งหมด 9 เรื่อง คือ

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พืชน้ำมัน การถนอมผลิตผลการเกษตร ม้า แมลง เครื่องมือ ทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ศิลปะการนับเบื้องต้น ภูมิปัญญาชาวบ้าน และ สารกึ่งตัวนำ

เล่มที่ 20
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2538 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

ศาสนาและระบบความเชื่อในประเทศไทย ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับต่างประเทศ จิตรกรรมไทยแบบประเพณี เสียงและมลภาวะทางเสียง เลเซอร์ เซลล์แสงอาทิตย์ อัญมณี เวชศาสตร์การบิน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ และ การปลูกถ่ายอวัยวะ

เล่มที่ 21
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2539 มีทั้งหมด 9 เรื่อง คือ

กระบวนพยุหยาตรา วีรสตรีไทย ศิลปะการทอผ้าไทย เครื่องถม เครื่องปั้น การตลาดและการส่งออกศิลปหัตถกรรม พฤกษศาสตร์พื้นบ้าน การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และ องค์การสหประชาชาติและองค์การในเครือ

ที่มา : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน

ข่าวประจำสัปดาห์ที่3

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนเลุมที่ 8-14
เล่มที่ 8
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2526 มีทั้งหมด 7 เรื่อง คือ

ประวัติการแพทย์และเภสัชกรรมไทย กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา การกำเนิดของโรค การบริบาลทารกและโรคทางกุมารเวชศาสตร์ ศัลยศาสตร์และวิสัญญีวิทยา เลือดและธนาคารเลือดในประเทศไทย และอุบัติเหตุและการปฐมพยาบาล

เล่มที่ 9
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2528 มีทั้งหมด 13 เรื่อง คือ

เรื่องของยา สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา วิธีการทางการแพทย์ในการควบคุมการเจริญพันธุ์ การทำแท้ง การสาธารณสุข โรคมะเร็ง รังสีวิทยา ฟันและเหงือกของเรา เวชศาสตร์ชันสูตร เวชศาสตร์ฟื้นฟู นิติเวชศาสตร์ โภชนาการ และ ยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท

เล่มที่ 10
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2530 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

โรคทางอายุรศาสตร์ โรคติดต่อและโรคเขตร้อน โรคภูมิแพ้ โรคผิวหนังที่พบบ่อยในประเทศไทย โรคตา โรคหู คอ จมูก จิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิต สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และ การปลูกกระดูกข้ามคน

เล่มที่ 11
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2531 มีทั้งหมด 9 เรื่อง คือ

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ระบบการสั่งงานของคอมพิวเตอร์ การประยุกต์คอมพิวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ สิ่งประดิษฐ์จากพัฒนการด้านคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ผลของการใช้คอมพิวเตอร์ และ พัฒนาการอักษรไทยในเครื่องคอมพิวเตอร์

เล่มที่ 12
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2531 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

การแพทย์ การศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาชาวเขาและการเกษตรที่สูง การพัฒนาการเกษตรในชนบท การศึกษาการพัฒนา การสหกรณ์ การพัฒนาแหล่งน้ำ การพัฒนาปัจจัยการผลิต และ แผนที่

เล่มที่ 13
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2532 มีทั้งหมด 11 เรื่อง คือ

เรือนไทย ชีวิตชนบท หัตกรรมพื้นบ้าน จิตรกรรมไทย นาฏสิลป์ไทย ตุ๊กตาไทย การละเล่นของไทย อาหารไทย การประดิษฐ์ผักและผลไม้ การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และ ธนาคาร

เล่มที่ 14
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2533 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

พระราชวังในกรุงเทพมหานคร พระราชวังในส่วนภูมิภาค ประติมากรรมไทย อาหารสัตว์ พืชอาหารสัตว์ การปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ ข้าวฟ่าง เทคโนโลยีชีวภาพ สารพิษและสิ่งปนเปื้อนอาหาร และ สมุนไพร

ที่มา : สารนุกรมไทยสำหรับเยาวชน

ข่าวประจำสัปดาห์ที่2

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสารานุกรมภาษาไทยจัดทำขึ้นเป็นรูปเล่ม โดยมีเนื้อหาบางส่วนเผยแพร่ในระบบออนไลน์ เป็นสารานุกรมไทยแบบเป็นชุด เน้นความรู้ที่เกิดขึ้นและใช้อยู่ในประเทศไทย จัดทำโดยคนไทย เพื่อให้คนไทยทุกเพศทุกวัยมีโอกาสได้อ่าน แต่ละเล่มรวบรวมเนื้อเรื่องจากหลากหลายสาขาวิชา เนื้อหาของเรื่องต่างๆ เรียบเรียงให้เหมาะสมกับ 3 ระดับความรู้ ให้แก่เด็กรุ่นเล็ก เด็กรุ่นกลาง และเด็กรุ่นใหญ่ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่สนใจทั่วไป แต่ละเรื่องเริ่มต้นด้วยเนื้อหาของระดับเด็กรุ่นเล็ก ตามด้วยเนื้อหาของรุ่นกลางและรุ่นใหญ่ตามลำดับ เนื้อหาในแต่ละระดับพิมพ์ด้วยขนาดตัวอักษรต่างกัน

เนื้อหา
เล่มที่ 1
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2516 มีทั้งหมด 9 เรื่อง คือ

ดวงอาทิตย์ อุปราคา ท้องฟ้ากลางคืน นก ปลา เครื่องจักรกล พลังงาน อากาศยาน และ ดนตรีไทย

เล่มที่ 2
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2518 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

การจำแนกและจัดลำดับหมวดหมู่ของสัตว์ เวลา บรรยากาศ การตรวจอากาศ อุตสาหกรรม อุปกรณ์ขยายขอบเขตของสัมผัส มหาราชในประวัติศาสตร์ไทย การศึกษา กรุงเทพมหานคร และ ตราไปรษณียากรไทย

เล่มที่ 3
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2520 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

ข้าว ข้าวโพด ฝ้าย ยางพารา ทรัพยากรป่าไม้ ผลิตผลป่าไม้ การทำไม้ วัชพืช วัว ควาย และ ช้าง

เล่มที่ 4
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2521 มีทั้งหมด 10 เรื่อง คือ

การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต การหายใจ ความสมดุลของของเหลวในร่างกาย ไวรัส ปรากฏการณ์ของอากาศ ภูมิอากาศ รถไฟ การศาสนา การต่างประเทศสมัยรัตนโกสินทร์ และ ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย

เล่มที่ 5
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2523 มีทั้งหมด 9 เรื่อง คือ

ผัก ไม้ผล อ้อย มันสำปะหลัง พืชหัว การขยายพันธุ์พืช เป็ด ไก่ และ พันธุ์ไม้ป่า

เล่มที่ 6
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2525 มีทั้งหมด 15 เรื่อง คือ

คณิตศาสตร์เบื้องต้น ประวัติและพัฒนาการเกี่ยวกับจำนวน เซต ตรรกวิทยา ฟังก์ชัน สมการและอสมการ จุด เส้น และผิวโค้ง ระยะทาง พื้นที่ ปริมาตร สถิติ ความน่าจะเป็น เมตริก กราฟ และ คณิตศาสตร์ ธรรมชาติและศิลปะ

เล่มที่ 7
พิมพ์ขึ้นใน พ.ศ. 2525 มีทั้งหมด 9 เรื่อง คือ

กล้วยไม้ ผีเสื้อในประเทศไทย การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โรคพืช ครั่ง การเลี้ยงปลา การชลประทาน บ้านเรือนของเรา และ โทรคมนาคม(ภาคแรก)

ที่มา สารนุกรมไทยสำหรับเยาวชน